อาการปวดหลังส่วนล่างคืออะไร?
อาการปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain) คืออาการปวดบริเวณหลังช่วงล่าง หรือที่เรียกว่า กระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar Region) ซึ่งอยู่ใต้แนวชายโครง
คนส่วนใหญ่เกือบทุกคนเคยมีอาการปวดหลังส่วนล่างอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องลางาน โดยส่วนใหญ่อาการมักดีขึ้นได้เอง แต่หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์สามารถแนะนำวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพได้หลายรูปแบบ
อาการของอาการปวดหลังส่วนล่าง
อาการปวดหลังส่วนล่างอาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน ตั้งแต่ปวดตื้อ ๆ ไปจนถึงปวดแปลบหรือปวดร้าว การอาจทำให้เคลื่อนไหวลำบาก หรือยืนตัวตรงได้ยาก อาการปวดที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เรียกว่า อาการปวดเฉียบพลัน (Acute Pain) มักเกิดหลังเล่นกีฬา ยกของหนัก หรือใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไป หากอาการปวดนานเกิน 3 เดือน ถือเป็นอาการปวดเรื้อรัง (Chronic Pain) หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
อาการที่ควรรีบพบแพทย์
ควรรีบพบแพทย์ทันที หากมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการต่อไปนี้
- ปวดหลังหลังจากเกิดอุบัติเหตุหรือหกล้มไขสันหลังได้
- กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้
- ขาอ่อนแรง
- มีไข้
- ปวดมากเวลาไอหรือปัสสาวะ
กล้ามเนื้ออักเสบ หรืออาการปวดจากเส้นประสาทไซอาติก?
การยกของหนักหรือออกกำลังกายอย่างหนัก มักทำให้เกิด กล้ามเนื้อหลังอักเสบหรือฉีก (Muscle Strain) ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดหลัง แต่อาการปวดบางครั้งเกิดจาก หมอนรองกระดูกสันหลัง ที่ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูกสันหลังโป่งหรือแตก จนไปกดทับเส้นประสาท หากกดทับเส้นประสาทไซอาติก (Sciatic Nerve) จะทำให้ปวดร้าวจากก้นลงไปตามขาข้างหนึ่ง เรียกว่า อาการปวดเส้นประสาทไซอาติก (Sciatica)
งานของคุณอาจเป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง
งานที่ต้องยกของหนัก ดึงของ บิดตัวบ่อย ๆ ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการปวดหลัง ในขณะเดียวกัน การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน โดยเฉพาะหากเก้าอี้ไม่รองรับสรีระ หรือชอบนั่งหลังค่อม ก็เพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน
กระเป๋าที่คุณพกอาจทำให้ปวดหลัง
แม้คุณจะสะพายกระเป๋าที่ไหล่ แต่หลังส่วนล่างคือส่วนที่ต้องรับน้ำหนักของร่างกายทั้งหมด รวมถึงน้ำหนักของสิ่งของในกระเป๋า หากสะพายกระเป๋าที่หนักเกินไปเป็นประจำ อาจทำให้กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างทำงานหนักและเกิดอาการปวดได้ หากจำเป็นต้องพกของหนักเป็นประจำ ควรพิจารณาใช้กระเป๋าแบบมีล้อลาก
การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป
การออกกำลังกายหนักเกินกำลัง เช่น เล่นเวท ตีกอล์ฟ เล่นกีฬาเฉพาะวันหยุด เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของกล้ามเนื้อหลังบาดเจ็บ โดยเฉพาะผู้ที่แทบไม่ได้เคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์ แต่กลับออกกำลังกายหนักในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง
คำแนะนำที่ว่า “ยืนหลังตรง” มีเหตุผลทางการแพทย์ กระดูกสันหลังสามารถรับน้ำหนักได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ในท่าที่เหมาะสม เมื่อนั่งควรมีพนักรองรับหลังส่วนล่าง เปิดไหล่ ไม่ห่อไหล่ วางเท้าราบ หรือวางบนที่พักเท้า เมื่อยืน ควรถ่ายน้ำหนักให้เท่ากันทั้งสองข้าง
หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน
หมอนรองกระดูกสันหลังมีลักษณะคล้ายเจล ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูกสันหลัง เมื่ออายุมากขึ้นหรือได้รับบาดเจ็บ หมอนรองกระดูกอาจเสื่อม แตก หรือโป่งออกมาจนกดทับรากประสาท ภาวะนี้เรียกว่า หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน (Herniated Disc) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง
โรคเรื้อรังที่ทำให้ปวดหลัง
โรคบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง ได้แก่
- ภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบ (Spinal Stenosis) ช่องที่ไขสันหลังผ่านแคบลง ทำให้เส้นประสาทถูกกดทับ
- โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis) ทำให้เกิดการอักเสบของข้อกระดูกสันหลัง รวมถึงหัวไหล่ สะโพก หรือซี่โครง ส่งผลให้ปวดและหลังแข็งเรื้อรัง และในรายรุนแรงกระดูกสันหลังอาจเชื่อมติดกัน
- โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย รวมถึงบริเวณหลัง
ใครบ้างที่เสี่ยงปวดหลังส่วนล่าง?
คนส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการปวดหลังครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 30 ปี ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และยังสัมพันธ์กับปัจจัยต่อไปนี้
- น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
- ไม่ค่อยออกกำลังกาย
- ต้องยกของหนักเป็นประจำในการทำงาน
การวินิจฉัยอาการปวดหลัง
เพื่อช่วยให้แพทย์วินิจฉัยสาเหตุของอาการปวดหลังได้อย่างแม่นยำ ควรอธิบายลักษณะอาการปวด ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ อาการร่วม และประวัติโรคประจำตัวอย่างละเอียด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องตรวจเอกซเรย์ (X-ray), เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือ MRI ก่อนเริ่มการรักษา
การดูแลอาการปวดหลังส่วนล่างด้วยตนเอง
อาการปวดหลังที่เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบหรือใช้งานมากเกินไป มักจะค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง ระหว่างพักฟื้น คุณสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยวิธีต่อไปนี้ ประคบร้อนด้วยแผ่นให้ความร้อน (Heating Pad) แช่น้ำอุ่น วิธีเหล่านี้อาจช่วยลดอาการปวดและทำให้รู้สึกสบายขึ้นได้ชั่วคราว
ปวดหลังแล้วควรนอนพักหรือไม่?
เมื่อมีอาการปวดหลัง หลายคนมักคิดว่าการนอนพักบนเตียงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม หากอาการเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำให้กลับไปทำกิจวัตรประจำวันตามปกติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ งานวิจัยพบว่า การนอนพักบนเตียงนานเกิน 1–2 วัน อาจทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้น และยังทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมถึงความยืดหยุ่นของร่างกายลดลง
โยคะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้หรือไม่?
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังนานกว่า 3 เดือน มีหลักฐานทางการแพทย์สนับสนุนว่า โยคะ สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้ที่ฝึกโยคะต่อเนื่องเป็นเวลา 12 สัปดาห์ มีอาการปวดหลังลดลงมากกว่ากลุ่มที่เพียงอ่านคู่มือเกี่ยวกับอาการปวดหลัง และผลลัพธ์ยังคงอยู่ต่อเนื่องอีกหลายเดือน อย่างไรก็ตาม ควรเรียนกับผู้สอนที่มีความรู้ เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากท่าทางที่ไม่ถูกต้อง
การจัดกระดูกสันหลัง (Spinal Manipulation)
แพทย์ไคโรแพรคติก (Chiropractor) และแพทย์เวชศาสตร์กระดูกบางราย (Osteopathic Physician) อาจใช้เทคนิคการจัดแนวข้อต่อของกระดูกสันหลังเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง การรักษาวิธีนี้ใช้แรงกดจากมือบริเวณกระดูกและเนื้อเยื่อโดยรอบ อย่างไรก็ตาม การรักษาไม่ได้เหมาะสำหรับผู้ป่วยทุกคน ดังนั้นควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับอาการและประวัติสุขภาพทั้งหมดก่อนรับการรักษา
การนวดบำบัด
การนวดอาจช่วยบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับ การออกกำลังกาย การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ งานวิจัยพบว่า ผู้ที่ใช้ทั้งสามวิธีร่วมกัน สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น และมีอาการปวดลดลงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
การฝังเข็มช่วยรักษาอาการปวดหลังได้หรือไม่?
ผลการศึกษาทางการแพทย์เกี่ยวกับการฝังเข็มยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน สำหรับอาการปวดหลังระยะสั้น ผลลัพธ์ยังไม่ชัดเจน โดยบางงานวิจัยพบว่าการฝังเข็มจริงให้ผลไม่แตกต่างจากการฝังเข็มหลอก แต่สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง หลายการศึกษาพบว่าการฝังเข็มสามารถช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันได้
ยารักษาอาการปวดหลัง
อาการปวดหลังระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง มักสามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวดที่หาซื้อได้เอง เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพรอกเซน (Naproxen) ครีมหรือเจลบรรเทาอาการปวดก็อาจช่วยลดอาการปวดจากกล้ามเนื้อได้เช่นกัน หากมีอาการปวดรุนแรงหรือปวดเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาสั่งยาตามความเหมาะสม
การฉีดยาเพื่อรักษาอาการปวดหลัง
หากการรักษาด้วยยา การทำกายภาพ หรือวิธีพื้นฐานอื่น ๆ ไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะนำการฉีดยาเข้าบริเวณหลัง หนึ่งในวิธีที่ใช้คือ การฉีดยาบล็อกเส้นประสาท (Nerve Root Block) ซึ่งช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาทที่ถูกกดทับ โดยทั่วไป ยาที่ฉีดมักเป็น ยาสเตียรอยด์ เพื่อช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด
การผ่าตัด
หากอาการปวดหลังเรื้อรังรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และการรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผล การผ่าตัดอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง รูปแบบการผ่าตัดขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค เช่น
- ตัดหรือเปลี่ยนหมอนรองกระดูกที่ผิดปกติ
- ขยายช่องไขสันหลังเพื่อลดการกดทับเส้นประสาท
- เชื่อมกระดูกสันหลังที่ไม่มั่นคงเข้าด้วยกัน
แพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล
กายภาพบำบัด
หากอาการปวดหลังทำให้คุณหยุดเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน โปรแกรมกายภาพบำบัดสามารถช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ นักกายภาพบำบัด จะออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสม ซึ่งอาจประกอบด้วย
- การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
- การฝึกเพิ่มความแข็งแรง
- การออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำ (Low-Impact Cardio)
ทั้งหมดนี้ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายโดยไม่เพิ่มภาระต่อกระดูกสันหลัง
การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง
การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมีส่วนสำคัญในการป้องกันและฟื้นฟูอาการปวดหลัง ตัวอย่าง ได้แก่
- Flexion Exercises การก้มตัวไปด้านหน้า เพื่อยืดและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและสะโพก
- Extension Exercises การแอ่นหลัง เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง
หากมีอาการปวดหลัง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มออกกำลังกาย เพื่อเลือกท่าที่เหมาะสมและปลอดภัย
การป้องกันอาการปวดหลังส่วนล่าง
แม้ไม่สามารถป้องกันอาการปวดหลังได้ทั้งหมดเมื่ออายุมากขึ้น แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ดังนี้
- รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
- ยกของโดยใช้แรงจากขา ไม่ใช่การก้มหลังยก
- จัดโต๊ะทำงาน เก้าอี้ และหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะกับสรีระ เพื่อลดแรงกดต่อกระดูกสันหลัง
การดูแลสุขภาพหลังตั้งแต่วันนี้ จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการปวดหลังในระยะยาว และทำให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น
คำค้นหา
ปวดหลัง
หมอนรองกระดูกเคลื่อน
นักจัดกระดูก
การผ่าตัด
การนวดบำบัด
การฝังเข็ม
กายภาพบำบัด





